SCP-186 : เพื่อยุติสงครามทุกหย่อมหญ้า

Information

Name: เพื่อยุติสงครามทุกหย่อมหญ้า
Author: Slang
Rating: 1/1
Created at: Tue Jul 28 2015

มาตรการกักกันพิเศษ

SCP-186-A ในสถานที่ที่ค้นพบ

SCP-186-A ถูกกักกันเอาไว้ภายในห้องนิรภัยความปลอดภัยสูงสำหรับการกักกันที่ DEEPWELL 5 การเข้าถึง SCP-186 ได้ถูกสงวนไว้เฉพาะบุคลากรที่มีสิทธิ์การเข้าถึงอยู่ที่ระดับ 5/186 เท่านั้น จะต้องมีการสังเกตการณ์ SCP-186-A อยู่ตลอดเวลา และจะต้องรายงานให้กับหัวหน้างานบริหาร DEEPWELL 5 ทราบในทันทีที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถานะหรือองค์ประกอบใด ๆ ก็ตาม

หากต้องสงสัยว่า SCP-186-A ได้ถูกกระตุ้นการทำงานโดยไม่ได้รับการควบคุม บุคลากรประจำศูนย์ที่มีความสามารถในการต้านทานผลกระทบทางความคิดอยู่ที่ระดับ 14 จะต้องทำการยับยั้งโดยทันที หากบุคลากรเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ SCP-186-A หมดสภาพได้ จะได้รับการอนุมัติให้ทำการทำลาย DEEPWELL 5

ได้มีการกั้นขอบเขตพื้นที่รอบ SCP-186-B และปิดไม่ให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ โดยได้มีการปิดบังโดยการอ้างว่ามีวัตถุระเบิดที่ยังคงไม่ได้รับการเก็บกู้หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนจากศูนย์-171 จะต้องคอยสังเกตการณ์พื้นที่อย่างเข้มงวด และจะต้องมีการรายงานปรากฏการณ์ผิดปกติใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นภายในบริเวณพื้นที่ให้หัวหน้างานบริหารศูนย์-171 ทราบ

ตัวอย่าง SCP-186-C จำนวนทั้งหมด 843 ตัวอย่างได้ถูกเก็บเอาไว้ภายในห้องนิรภัยความปลอดภัยมาตรฐานสำหรับการกักกันที่ศูนย์-171 ตัวอย่างที่หน่วยวิจัยหรือเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพื้นที่สามารถเก็บกู้มาได้จะถูกส่งมอบให้กับหน่วยวิจัย SCP-186 เพื่อทำการวิเคราะห์ และการขนส่งวัตถุเหล่านี้จะต้องถูกดำเนินการโดยหน่วยลอจิสติกส์ที่ได้รับการอนุมัติแล้วเพียงเท่านั้น

รายละเอียด

SCP-186-B

ตัวอย่าง SCP-186-C

SCP-186 คือ รหัสที่กำหนดให้กับกลุ่มปรากฏการณ์ผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับดร.ฌอง ดูแรนด์ ชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นนักกายวิภาคศาสตร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และแพทย์สนามในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ดังนี้

SCP-186-A คือ โลงไม้โอ๊ก มีส่วนสูงประมาณ 3.9 เมตร ภายในมีชุดกลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของมนุษย์ และมีป้ายทองเหลืองขนาดเล็กติดอยู่ที่ด้านหน้าโลง ต่อไปนี้คือข้อความบนป้าย

Ouvrir à minuit.

- ดูแรนด์

ยังคงไม่เป็นที่ทราบอย่างแน่ชัดว่า SCP-186-A สามารถทำงานได้อย่างไร มีข้อมูลค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของ SCP-186-A เนื่องจากระบบภายในของมันมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ไม่สามารถตรวจสอบ SCP-186-A โดยการฉายภาพรังสีได้ เนื่องจากการถูกรบกวนโดยรังสีที่มากเกินไปจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นกลไกการทำงานของ SCP-186-A และชิ้นส่วนภายใน SCP-186-A ก็ได้รับการจัดเรียงอย่างหนาแน่นจนไม่สามารถเข้าถึงส่วนลึกของตัวเครื่องได้ สามารถมองเห็นส่วนเหล่านั้นได้ผ่านฝาของ SCP-186-A ที่แตกออก ทำให้พบว่าเป็นโครงข่ายซับซ้อนที่ประกอบขึ้นจากเฟืองเหล็กกล้า ท่อทองแดง ขวดแก้วที่บรรจุของเหลวไม่ทราบองค์ประกอบ หีบลมจากไม้และผ้าใบ ลูกรอก ลูกสูบ และส่วนประกอบไม่ทราบวัตถุประสงค์ในการใช้งานอื่น ๆ

เมื่อ SCP-186-A ถูกกระตุ้นการเปิดใช้งาน มันจะส่งผลให้บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมดเกิดภาวะช็อกแบบคาทาโคเนียอย่างเฉียบพลัน พบว่า 7% จากกรณีที่มีการบันทึกได้เสียชีวิตโดยทันที ระยะที่บุคคลจะได้รับผลกระทบจาก SCP-186 จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาที่มันยังคงทำงานอยู่

ยังคงไม่ทราบว่า SCP-186-A มีผลต่อการรับรู้ของมนุษย์อย่างไร เนื่องจากยังคงไม่มีผู้ได้รับผลกระทบคนใดสามารถทำการสื่อสารได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

SCP-186-B คือ พื้นที่ปะทะที่อยู่ห่างจากเมืองเคอนิชส์แบร์ค (ปัจจุบันคือคาลินินกราด) ไปทางทิศเหนือประมาณ 90 กม. ใกล้เคียงกับชายแดนระหว่างประเทศรัสเซีย และประเทศลิทัวเนียในปัจจุบัน การปะทะนี้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1917 โดยกองทัพจักรวรรดิเยอรมันได้ไล่ตามกองพันของรัสเซียที่ถอยทัพกลับและกระจัดกระจายไปยังเปโตรกราด (ปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) บันทึกในยุคสมัยนั้นได้เรียกเหตุการณ์นี้ว่ายุทธการที่ป่าเคอนิชส์แบร์ค

หน่วยทหารเยอรมันกว่า 500 นายจากหน่วยพลทหารราบ D ภายใต้การนำของพลเอกอาวุโสกุนเธอร์ ฟอน เคียร์ชบาคได้เข้าปะทะกับหน่วยทหารรัสเซียที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ป่านอกตัวเมืองเคอนิชส์แบร์ค ทั้งสองฝ่ายได้ใช้งานสรรพาวุธที่มีความผิดปกติ (เรียกเป็น SCP-186-C) ในการรบ การใช้งานโดยไม่มีการจำกัดนี้ได้ส่งผลให้บุคลากรทางการทหารและพลเรือนที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมดเสียชีวิตหรือพิการ อย่างไรก็ตาม การปะทะในครั้งนี้ไม่ได้หยุดยั้งกองทัพจักรวรรดิเยอรมันในการรุกคืบขึ้นทิศเหนือเพื่อไปยังเปโตรกราดมากนัก

SCP-186-C คือ ยุทโธปกรณ์และวิทยาการทางการทหารที่ผิดปกติซึ่งได้ถูกใช้งานในยุทธการที่ป่าเคอนิชส์แบร์ค ตัวอย่าง SCP-186-C ที่รวบรวมมาได้มีดังนี้

  • ม้วนลวดหนามสนามเพลาะที่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง โดยมันจะค้นหาและพันตัวเองรอบสิ่งมีชีวิต และจะค่อย ๆ รัดสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ทำให้ผิวหนังของพวกมันหลุดลอกออก
  • อาวุธเคมีรูปแบบแก๊สสองประเภท - ประเภทแรกทำให้เนื้อเยื่อที่มีชีวิตไม่สามารถหยุดการทำงานของระบบร่างกายได้ และประเภทที่สองทำให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดของมนุษย์มีการรับรู้ต่อสิ่งเร้าเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
  • อาวุธเพลิงที่เผาเนื้อเยื่อที่มีชีวิตทั้งหมด ยกเว้นส่วนประกอบของระบบประสาท
  • ระเบิดมือแบบกระจายตัวซึ่งเมื่อระเบิด และได้สัมผัสกับเนื้อเยื่อที่มีชีวิต จะทำให้มีดวงตาเติบโตขึ้นทั่วบริเวณที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
  • กระสุนปืนใหญ่ที่เมื่อระเบิดแล้วจะไม่เกิดเสียงใด ๆ แต่บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงจะเกิดอาการโสตประสาทหลอนที่ชัดเจนและจะไม่มีการสิ้นสุด

จดหมายที่ถูกเก็บกู้มาจากบริเวณ SCP-186-B ระบุว่า การปะทะในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากคำแนะนำของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารชาวฮังการีประจำกองทัพจักรวรรดิเยอรมันที่มีชื่อว่า มัตยาส เนเมส แม้ว่าการเข้าปะทะกับกองทัพรัสเซียที่กำลังถอยทัพ ซึ่งรวมไปถึงดร.ฌอง ดูแรนด์ที่กล่าวถึงไปข้างต้น จะส่งผลให้กองพันเยอรมันต้องเปลี่ยนเส้นทางไปจากเดิมไปมาก ซึ่งจะทำให้ทิ้งระยะห่างไปจากเส้นหลักการรุกอยู่มาก เชื่อว่าทั้งดูแรนด์และเนเมสเป็นผู้จัดหาอาวุธที่ใช้ในการปะทะครั้งนี้ และนำตนเองไปร่วมกับฝ่ายตรงกันข้ามกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธ

ภาคผนวก 186.1

ภาพบุคลากรทางการทหาร นายมัตยาส เนเมส

ภาพของดร.ฌอง ดูแรนด์เพียงภาพเดียวที่ทราบ

การสนทนาทางจดหมายระหว่างมัตยาส เนเมสกับดร.ฌอง ดูแรนด์ที่ถูกเก็บกู้มาได้

จดหมายต่อไปนี้ได้ถูกเก็บกู้มาจากบริเวณอสังหาริมทรัพย์ของบารอน เลโอโปลด์ ฟอน โฮเฮนเบิร์ก ขุนนางและนักรหัสยศาสตร์ชาวออสเตรียจากช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งหลงใหลในแนวคิดการพัฒนา "ยุทโธปกรณ์อันสมบูรณ์แบบ" ขึ้นมา เพื่อทำให้ฝ่ายอักษะสามารถชนะสงครามโลกครั้งที่สองได้ โดยมีจดหมายการสนทนาระหว่างเนเมสและดูแรนด์รวมอยู่ในนั้น ซึ่งทั้งหมดได้ถูกยึดไปโดยสถาบันหลังจากสิ้นสุดสงคราม

นายแพทย์ฌอง ดูแรนด์

กระผมขออนุญาตด้วยจรรยาบรรณในวิชาชีพของกระผม ในการสนทนาต่อจากที่พวกเราทั้งสองได้ริเริ่มเอาไว้ในตอนที่พวกเราอยู่ที่เต็นท์พยาบาลเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้า กระผมจะทวนคำกล่าวของตนว่า: ข้อขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเพียงเมื่อฝ่ายอันหนึ่งมิสามารถยกอาวุธขึ้นมาได้อีกต่อไป - มิว่าจะเป็นในทางการเมือง ทางวัตถุ กระทั่งทางศีลธรรมก็ตามที - ประวัติศาสตร์ได้เสี้ยมสอนว่าผู้คนจะสนใจการการุณย์เพียงเมื่อความหวั่นเกรงนั้นเป็นจริงและได้สำแดงตน หากว่าวิทยาศาสตร์ได้ประทานอำนาจประการอันสามารถกำหนดให้ข้อกำหนดดังนั้นถูกเร่งเร้าและปราศจากการสูญเสียเกินจำเป็น เช่นนั้นพวกเราในฐานะผู้ชำนาญในการรัฐก็มีหน้าที่ในการทดสอบอำนาจประการนั้น เครื่องมืออันเด็ดขาดแต่นำพาความอาดูรย่อมเป็นที่น่านิยมกว่าการนองเลือดและความยากแค้นนับสิบปีเป็นแน่

ด้วยความเคารพจากกระผมเป็นอย่างสูง กระผมจะสนับสนุนการตัดสินใจอันเด็ดขาดของท่านต่อไป สงครามเป็นดังภาษาที่มีเพียงผู้ที่เชื่อมั่นว่ามันสร้างประสิทธิผลเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ และขอให้เป็นประสงค์ของพวกเราในการทำให้ภาษาดังนี้ไร้ประโยชน์อันใดที่จะหาได้ไปอย่างสิ้นเชิง

ขอแสดงความนับถือ
มัตยาส เนเมส
ที่ปรึกษาทางการทหาร

มงซิเออร์เนเมส

กระผมได้รับจดหมายของท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระผมขอออกปากชื่นชมในความเถรตรงของเนื้อความนั้น กระผมจะขอตอบกลับอย่างเถรตรงเช่นกัน ตัวกระผมนั้นมิปฏิเสธว่าแนวคิดประโยชน์นิยมว่าด้วยการกระทำเพียงอย่างเดียวที่สามารถสิ้นสุดข้อขัดแย้งได้นั้นน่าหลงใหลอย่างหาที่สุดมิได้ ผู้เป็นปัญญาชนย่อมแสวงสุขในความย่อมเยาประการนั้น อีกทั้งคงจริงดังว่าบุคคลในรัฐบาลจะนิยมชมชอบในเครื่องมืออันเร่งเร้าไปสู่จุดยุติได้รวดเร็วนั้นเป็นแน่ แต่กระผมก็เกรงว่าพวกเราทั้งสองมีมุมมองที่แตกต่างกันว่าราคาทุนใดที่อยู่ในขอบเขตอันยอมรับได้

ท่านกล่าวว่าจะต้องทำให้ประชาชนมิสามารถต่อต้านได้ ส่วนกระผมเห็นควรว่าพวกเราจะต้องทำให้การต่อต้านเป็นสิ่งที่มิมีใครคิดทำ ประการเช่นนี้คือความแตกต่างกันในทางศีลธรรม แม้ว่ามันเป็นสิ่งเล็กน้อยเพียงใดในผืนแผนที่ แต่ที่เท่ากระผีกริ้นเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปรไป หากพวกเราบังคับให้ประชาชนยอมจำนนดังที่ท่านกล่าวนั้น กระผมก็จะเกรงว่าความสงบสุขที่สร้างขึ้นมานั้นอาศัยความหวาดกลัว ความเงียบงัน และความละอายใจในการยังตนไว้ กระผมจึงตั้งหวังว่าจะทำให้ทั้งผองได้ประจักษ์ถึงทุนของสงคราม - สิ่งนี้จะแปรเปลี่ยนหลักจริยธรรมทางการเมืองไป ในแผนการของกระผม ความตื่นรู้เช่นนี้จะนำพาสันติสุขอันเกินกว่าอาวุธสงครามใด ๆ สามารถสร้างได้

กระผมจะกระทำการตามประการหลัง เนื่องด้วยเหตุทั้งด้านวิทยาศาสตร์และมนุษยธรรม มงซิเออร์ครับ กระผมมิได้แสวงหาความรุนแรงใด ๆ แม้เพียงน้อย แต่กระผมหวังจะทำให้แนวคิดในการสังหารปวงชนอย่างมิหยุดยั้งได้ทำลายตนเองให้หายไปจากจิตใจมนุษย์

ขอแสดงความนับถือ
แพทยศาสตร์บัณฑิตฌอง ดูแรนด์

ภาคผนวก 186.2

บันทึกการวิจัย SCP-186-B

11.04.1923

พื้นที่ขนาด 3 ตร.กม. ในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ พบว่ามีการเติบโตของสสารชีวภาพของสัตว์วงศ์กวางจากใต้พื้นดิน โดยสสารชีวภาพนี้ก่อรูปขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์อย่างหยาบ ๆ การเติบโตหยุดลงภายใน 19 ชั่วโมง และหลังจากนั้น 14 วัน พวกมันก็แห้งกลายเป็นฝุ่นละออง พบว่าไม่มีสัตว์ชนิดใดได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวในขณะที่สสารชีวภาพเหล่านี้ยังคงอยู่

13.01.1927

อุณหภูมิแวดล้อมซึ่งเป็นอุณภูมิที่มนุษย์มักรู้สึกว่าเหมาะสมได้ลดลงจนมีอุณหภูมิต่ำกว่า -30°C ทำให้บุคคลทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ที่ไดรับผลกระทบรู้สึกแสบร้อน โดยเกิดผลดังนี้เป็นเวลากว่า 73 นาที

02.09.1932

เครื่องรับสัญญาณแถบความถี่กว้างที่ถูกติดตั้งเอาไว้ทั่วพื้นที่สามารถจับสัญญาณเข้ารหัสได้ทุก ๆ 23-41 นาที จากการวิเคราะห์สัญญาณ พบว่ามันปฏิบัติตามรูปแบบการส่งสัญญาณในภาคสนามทั้งของรัสเซียและเยอรมนีในช่วงเวลานั้นพร้อมกัน แม้เวลาในการส่งของทั้งสองแบบนั้นไม่สามารรถเกิดขึ้นอย่างพร้อมกันได้ สัญญาณสามารถถอดออกมาได้เป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์ซึ่งนำไปสู่จุดภายในขอบเขตพื้นที่ SCP-186-B ที่ไม่มีการระบุเอาไว้ ไม่พบเครื่องที่ส่งสัญญาณเหล่านี้ออกมา และการสำรวจด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าก็ได้ผลเป็นลบ การส่งสัญญาณสิ้นสุดลงหลังจากนั้นเป็นเวลา 72 ชั่วโมง

30.05.1936

บุคคลซึ่งไม่ทราบตัวตนที่หยุดนิ่งเพื่อตรวจสอบซากของทหารชาวเยอรมันที่ยังคงมีชีวิตอยู่ภายใน SCP-186-B

มีรายงานว่า พบทหารนายหนึ่งที่ร่างกายผิดรูปอย่างรุนแรงซึ่งแต่งกายด้วยชุดทหารรัสเซียกำลังค้นหาอาวุธปืนท่ามกลางเศษซากด่านหน้าของเยอรมนี เมื่อพบปืนพกกระบอกหนึ่ง เขาก็ได้ใช้ปืนกระบอกนั้นยิงเข้าที่ขมับของตนเองอยู่หลายครั้ง ทำให้กะโหลกศีรษะเสียหายไปมาก และชิ้นส่วนสมองก็กระเด็นออกมา ไม่นานหลังจากที่เขาล้มลงไปที่พื้น เขาก็ยืนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง โดยกะโหลกศีรษะที่เสียหายอย่างหนักก่อนหน้าได้งอกขึ้นมาใหม่อย่างผิดรูป จากนั้นเขาก็ค้นหาอาวุธเพื่อกระทำการดังเดิมต่อไป โดยมีการกระทำการดังนี้ต่อไปอีกหลายชั่วโมง จนกระทั่งอาวุธปืนที่อยู่ในด่านหน้าหมดลง จากนั้นเขาก็หายเข้าไปภายในป่า

15.05.1941

ในระหว่างที่สถาบันเคลื่อนย้าย SCP-186-A ก่อนหน้าปฏิบัติการบาร์บาร็อสซา เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์หลายนายได้บันทึกว่ามีการพบเงาซ้อนติดตามบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าช้าไป 3-5 วินาที ที่ระยะไกลที่สุด 150 ม. โดยเงาเหล่านี้มีส่วนสูงและลักษณะการเดินที่ตรงกับบุคลากร แต่แสงสามารถทะลุผ่านได้ และไม่ปรากฏในภาพถ่าย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหน่วยสุดท้ายได้ออกจากพื้นที่ ซึ่งเงาอยู่นิ่งกับที่หลังจากการเคลื่อนย้ายเป็นระยะเวลาประมาณ 12 นาที หลังจากนั้นก็หายไป

29.10.1945

หลังจากที่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อีกครั้ง เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนของสถาบันก็ได้รายงานถึงตัวตนรูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดใหญ่ซึ่งทั้งร่างประกอบขึ้นจากศพของมนุษย์ที่เน่าเปื่อยได้เดินอยู่ในป่าในช่วงเวลากลางคืน โดยมันเก็บซากของร่างกายมนุษย์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ และนำมาประกอบเข้ากับร่างของมันเอง ก่อนที่มันจะหลบหนีไปจากแสงไฟ

19.02.1959

หลังจากการเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ในบริเวณซีกตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีเสียงหายใจความถี่ต่ำ (0.2–0.5 เฮิรตซ์) แผ่ออกมาจากหลุมทุกช่วงเวลา 11-14 นาที การวิเคราะห์สเปกตรัมทำให้พบโครงสร้างแบบฟอร์แมนต์ที่ตรงกับกลไกการเปล่งเสียงของมนุษย์ แต่เสียงที่ออกมาไม่เป็นภาษาที่สามารถเข้าใจได้ เชือกสำหรับการตรวจสอบได้ถูกหย่อนลงไปเป็นระยะทาง 30 ม. ก่อนที่เชือกทั้งเส้นจะถูกดึงลงไปในหลุมอย่างกะทันหัน ไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติมใด ๆ หลังจากนั้น

02.04.1959

การขุดค้นบริเวณที่ใกล้เคียงกับหลุมที่กล่าวไปข้างต้นทำให้ค้นพบโลงไม้ที่ถูกปิดผนึกเอาไว้จำนวน 23 โลง ที่ความลึก 14-16 ม. พบร่างกายของมนุษย์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ซึ่งอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยในระยะที่แตกต่างกันภายในโลงเหล่านี้ แต่ละร่างถือสายเอ็นเก่าซึ่งร้อยด้วยฟันมนุษย์ที่ถูกเจาะทะลุ (จำนวน 32 ซี่ต่อเส้น) และผูกปมในลักษณะที่เหมือนกับลูกประคำ มีลักษณะโครงสร้างทางทันตกรรมตั้งแต่ของช่วงวัยรุ่นจนไปถึงวัยชรา และเมื่อนำมาเทียบกับฐานข้อมูลเปรียบเทียบก็ไม่พบว่าตรงกันกับข้อมูลใด ความพยายามในการถ่ายภาพทั้งหมดจะได้ผลลัพธ์เป็นภาพถ่ายที่เสียหรือภาพเนกาทีฟสีดำทึบ ที่น่าสังเกตคือดูเหมือนว่าจะมีโลงหนึ่งหายไป

29.07.1962

เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนได้รายงานการพบเห็นชายแต่งกายหรูหราเดินผ่านหนึ่งในสนามรบ และมีการหยุดเพื่อตรวจสอบร่างกายมนุษย์และสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจาก SCP-186-C เป็นครั้งคราว เมื่อเจ้าหน้าที่ร้องเรียกมัน มันก็ได้หันหน้าไปหาพวกเขาและตอบรับ ใบหน้าบริเวณเหนือปากของชายคนนั้นเสียหายไปเป็นส่วนมาก หลังจากนั้นไม่นาน ร่างของมันก็จางหายไป

13.12.1975

หน่วยวิจัยที่เดินทางกลับมาจาก SCP-186-B ได้ระบุว่าพวกเขาหลงทางภายในพื้นที่เป็นเวลากว่าสามสัปดาห์ และสูญเสียหรือได้ทอดทิ้งสมาชิกหน่วยไปในระหว่างนี้ แต่บุคคลภายนอกได้ระบุว่าหน่วยวิจัยเข้าไปภายใน SCP-186-B เป็นเวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

12.08.1987

เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์หลายคนได้รายงานถึงร่มชูชีพจำนวน 216 ชุด ลอยอยู่เหนือพื้นที่ตรงกลางที่ความสูงประมาณ 900-1100 ม. เคลื่อนที่ในแนวทิศเหนือไปทางทิศใต้ แต่ไม่มีการตรวจพบเมฆหางเครื่องบินหรือเสียงเครื่องยนต์ ใบร่มมีลวดลายและโครงเชือกแบบเดียวกับที่มีการใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงและไม่ก่อให้เกิดเงา ไม่พบสิ่งใดจากการตรวจจับด้วยเรดาร์ หลังจากนั้น 19 นาที ร่มชูชีพทั้งหมดก็หล่นลงมาสู่พื้นผิวโลกพร้อมกันและหายไป ไม่มีวัตถุใดถูกเก็บกู้มาได้

03.03.2009

เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนได้รายงานถึงการพบเห็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นหญิงคนหนึ่งและเด็กเดินอยู่ใกล้เคียงลำธาร ทั้งสองมีไฟคลอกทั้งร่างกาย และไม่สามารถระบุลักษณะได้

ภาคผนวก 186.3

ภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ยังคงไม่ทราบตัวตน

จดหมายที่ถูกเก็บกู้มาจากบริเวณอสังหาริมทรัพย์ของฟอนโฮเฮนเบิร์ก

จดหมายดังต่อไปนี้ได้ถูกเก็บกู้มาจากบริเวณอสังหาริมทรัพย์ของบารอน ฟอน โฮเฮนเบิร์ก ภายในได้มีการระบุว่าจดหมายเหล่านี้ถูกเก็บกู้มาจาก "พะเนินซากสิ่งที่เคยเป็นมนุษย์" ภายในบริเวณ SCP-186-B โดยจดหมายฉบับนี้ไม่เคยถูกส่งไปถึงจุดหมายที่ต้องการ

ใกล้ ๆ แม่น้ำพรีเกล ทางตะวันออกของเคอนิชส์แบร์ค
สิงหาคม 1917

อันยาที่รักยิ่ง

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นในแสงสว่างที่ไม่ทราบเสียเลยว่าเป็นอรุณหรือยามอัสดงกันแน่ หากมันไปถึงคุณ ขอให้จงรู้เอาไว้เสียว่ามือของผมยังคงจรดอย่างมั่นคงอยู่ แม้จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ของตนอีกต่อไปแล้วก็ตาม ผมอยากให้คุณได้ฟังเสียงของผม ก่อนที่มันจะกลายไปเป็นเพียงสะท้อนที่พัดผ่านทุ่งไปตลอดคืนวัน

เป็นเวลานับสามวันตั้งแต่ที่พวกเราได้เคลื่อนมายังหินโผล่ที่มีป่ารกชัฏใกล้ ๆ เคอนิชส์แบร์ค ซึ่งเป็นที่ที่คุณป้าทันยาของคุณอาศัยอยู่ ตอนนี้มันแทบที่จะไม่เหลือเค้าหมู่บ้านเดิมอยู่เลยแม้แต่นิด ผมชักเริ่มเป็นห่วงเธอขึ้นมาเสียแล้ว เจ้าหน้าที่บอกกับพวกเราว่าพวกเราจะยืนหยัดอยู่ที่นี่ บอกว่าพวกเยอรมันกำลังไล่หลังมา และพวกเราจะต้องปกป้องเปโตรกราดเอาไว้ให้จงได้ พวกเขาคงจะเข้าใจผิดไปเป็นแน่แท้ - ป่านี้ไม่ใช่เปโตรกราด กระนั้นพวกเขาก็ยังคงสั่งการให้พวกเราป้องกันมันเอาไว้เช่นเดิม พวกเขามอบอาวุธชนิดใหม่ให้พวกเราใช้ป้องกันต้นไม้พวกนี้ - อาวุธที่ผมไม่เคยพบเคยเห็นที่ใดมาก่อน ปืนไรเฟิลที่ส่งเสียงฟ่อฟู่และครวญคราง ฐานปืนใหญ่ที่เปล่งแสงสีแดงวับวามท่ามกลางความมืดในยามค่ำคืน และความหวาดสะพรึงที่พวกเราไม่รู้เห็นอื่น ๆ

"พวกนี้จะช่วยให้พวกคุณยื้อแนวเอาไว้ได้" พวกเจ้าหน้าที่บอกมาดังนี้ และพวกเขาก็หายไปในรุ่งเช้าของวันต่อมา

พวกเขารู้อยู่แล้ว

โคลนตมที่นี่สู้รบเก่งกว่าคนด้วยกันเสียอีก พวกมันพรากไปโดยไม่ให้หวนกลับคืน ไม้เบิร์ชยืนต้นเสมือนเป็นเทียนไข และจะโน้มเอนเมื่อลมแผ่วราวบทพิษฐานพัดผ่าน วันนี้แนวรบของพวกเราถูกทำลายลง - เริ่มฝ่ามาจากขอบ จากนั้นก็เข้าสู่ศูนย์กลาง เศษผงถูกสะบัดออกจากแผ่นผ้าสนามรบนี้ ศัตรูพวกนี้รุดเข้ามาก่อนเวลาที่คาดอย่างเงียบเชียบ โดยแทบไม่ได้ใช้งานอาวุธที่ใช้ในสงครามกันตามปกติแม้แต่น้อย ปืนของพวกเราตอบโต้กลับไป แต่แล้วก็มีสิ่งอื่นได้ตอบรับกลับมา - สิ่งที่ไม่ใช่ทั้งเทพาชั้นฟ้าหรือปีศาจนรกันต์ลิขิตเอาไว้ แต่โดยบางสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าอย่างเทียบไม่ติด

พื้นดินจับตรึงนายทหารราวกับว่ามีผู้ใดพร่ำสอนให้มันล่าเหยื่อ มีการโจมตีด้วยแก๊สเข้ามา และสร้างพิษคลุ้งที่ทำให้ร่างศพไม่อาจพักผ่อนอย่างสงบได้ แม้ว่าร่างเหล่านั้นจะแหลกละเอียดด้วยกระสุนและดาบปลายปืนแล้วก็ตาม จะแห่งนี้หรือแห่งไกลก็ปรากฏเปลวเพลิงที่สรรค์สร้างเป็นฝันร้าย ณ จุดที่มนุษย์เคยได้ยืนอยู่ ผมพยายามพูดให้เรียบง่ายที่สุดแล้ว

คุณยังคงจำแพทย์ชาวฝรั่งเศสคนนั้นที่ผมเคยเขียนถึงได้อยู่ไหม - คนหนวดเงางามประณีตซึ่งสวมถุงมือบาง ๆ ที่รับแลกบุหรี่กับเรื่องเล่า เขาคนนี้คือผู้ที่แจกจ่ายอาวุธใหม่เหล่านี้ให้กับเรา ในขณะที่เรากลั้นลมหายใจเอาไว้หรือบ้างก็สิ้นลมลงไป เขากลับยกเลนส์ขึ้นมาจับภาพเอาไว้ เขาจัดเรียบเรียงผู้สิ้นใจราวกับเป็นประโยค และสัมผัสพวกเขาด้วยหลังมือราวเป็นแม่กับทารกที่หลับใหล เมื่อเขายืนขึ้น เสื้อคลุมของเขากลับสะอาดเอี่ยม "นี่มันน่าสนใจมากเลย" เขาบอกกับผมเป็นภาษารัสเซียอย่างระมัดระวัง

หากเขาปรากฏที่หมู่บ้านของพวกเราในยามที่สงบ จงวิ่งหนี ไม่ต้องนำสิ่งใดติดมือไปด้วย ในสนามรบอันระอุนี้ ผมได้เรียนรู้ว่ามันมีความมืดลึกล้ำเกินหยั่งถึงกว่าใด ๆ ที่ผมเคยจินตนาการเอาไว้ และภายในความลึกล้ำนี้เองที่มีเดรัจฉานร้ายแฝงกายในคราบมนุษย์ นายแพทย์คนนี้คือเดรัจฉานนั้นเอง ในยามที่ดวงตาของเราประสบกับสิ่งสะพรึง เขากลับประสบพบกับสิ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ความทุกข์ของพวกเราเป็นเพียงสิ่งอันน่าสืบค้น

อาวุธใหม่ของเขาเข้ามาหาผมโดยไม่ทันตั้งตัว เหมือนกับคนที่เดินตรงเข้าหากระจก ทั้งกลิ่นเหล็กคลุ้งปาก อากาศหวานอบอวลอันหนักอึ้ง ช่องอกของผมยังทำงานต่อไปโดยไม่มีผมอยู่ สัมผัสมากมายอยู่ทั่วฝ่ามือผม กระดาษบาดเจ็บขีดข่วนเช่นหิมะ หิมะแผดเผาราวเป็นพงตำแย บาดแผลเปิดที่แขนของผมมีแสงเรืองออกมา - แม้ยามหลับตาลงก็ยังคงมองเห็นมันได้ ผมกำลังแปรสภาพไป

คุณอย่าได้กลัวไป ผมกลัวเผื่อเราคู่มากเพียงพอเสียแล้ว และผมก็ยังคงเป็นตัวเองอยู่ในส่วนหลัก ๆ ผมจะไม่กลับไปอย่างปกติ ตัวรถมันอยู่ไกลมาก และขาทั้งสองข้างก็ไม่ไปตามผมอีกต่อไปแล้ว หากว่ามีใครนำสิ่งใดที่แสร้งทำเป็นผมมาให้ ก็อย่าไปรับมันมาจากสถานีโดยเด็ดขาด ขอให้บอกคุณพ่อว่าผมเก็บรูปเล็ก ๆ เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ สารเคลือบมันแตกไปราวเป็นแม่น้ำที่ถูกแช่แข็ง แต่ใบหน้ายังคงมีรัศมีความอ่อนโยนดังเดิม ขอให้บอกคุณแม่ว่าผมทำน้ำชาโดยไม่ใช้ฟืนสิ้นเปลืองได้แล้ว บอกน้องชายของผมว่าให้หาแลกรองเท้าบู๊ตขนาดใหญ่กว่าเดิม และโปรดบอกกับตัวคุณเองด้วยว่ามีชายคนหนึ่งในสนามรบที่ย่อยยับที่คิดถึงเพียงแต่มือทั้งสองข้างของคุณเท่านั้น และภายในนั้นมีทุกสิ่งทุกประการที่ชายคนนั้นต้องการ

ริบบิ้นคุณอยู่ที่รองเท้าบู๊ตข้างซ้ายของผม และผมขอสัญญาอีกอย่างหนึ่ง ผมจะพาคุณไปด้วยทุกที่ที่ผมจะไป

เหล่าต้นเบิร์ชถูกสายลมพัดไหว ทรวงอกผมยังคงสั่นไหว มันคงจะเรียนรู้ความรั้นนี้มาจากคุณเป็นแน่ มีใครบางคนฮัมทำนองที่ผมไม่รู้ว่าเป็นบทสรรเสริญหรือเพลงสวนสนาม แต่ตัวโน้ตกลับมีแนวทางเข้าที่ที่ผิดแปลกไป ผมจะจากไปก่อนที่แสงนั้นจะทำให้ผมแปรเปลี่ยน ขอให้คุณได้กินขนมปังในอย่างที่คุณชอบ เปิดหน้าต่างออกเมื่อมีกลิ่นม้าพัดมาทางถนน ถ้ามีชีวิตใหม่เข้ามาหาคุณ ขอให้รับมันเอาไว้เสีย คุณเป็นเหตุผลทุกประการของผมเสมอมา

ผมจะลงท้ายจดหมายด้วยชื่อที่คุณกระซิบเรียกในตอนที่คิดว่าผมจะไม่ได้ยิน

มิชาที่คุณรักยิ่ง

ป.ล. ถ้าหากพวกเขาพบซากของผมที่มากพอจะฝังได้ ขอให้คุณบอกพวกเขาให้กลบผมเอาไว้ข้างใต้ต้นเบิร์ช ต้นไม้พวกนั้นมันรู้วิธีที่จะเป็นได้ทั้งสีขาวและดำ โดยที่ยังคงเป็นหนึ่งสิ่งเดียวกันได้อยู่ พวกมันคงจะเข้าใจเป็นแน่แท้

ภาคผนวก 186.4

การสนทนาทางจดหมายระหว่างมัตยาส เนเมสกับดร.ฌอง ดูแรนด์ที่ถูกเก็บกู้มาได้ ต่อเนื่องจากก่อนหน้า

มงซิเออร์ดูแรนด์

ข้อเสนอของท่าน แม้ว่าจะสมเหตุสมผลในทางวิชาการ แต่กระผมเกรงว่ามันมิสามารถใช้งานในการปฏิบัติจริงได้ วาทศิลป์คมคายมิอาจเป็นตัวบ่งบอกความแน่วแน่ได้ มิว่าจะเป็นกรณีใด ๆ ก็ตาม กระผมขอเสนอให้ทำการสาธิตในขอบเขตที่ควบคุมได้ - เป็นการปะทะในวงจำกัดที่ทั้งสองฝ่ายใช้งานยุทโธปกรณ์ซึ่งมีผลแสนล่อตาล่อใจ อาวุธที่เพียงเห็นก็สามารถบังคับความต้องการของมนุษย์ได้อย่างไม่อาจแก้ไข หากการมีอยู่ของเครื่องมือเหล่านี้ทำให้ทหารกล้ายอมวางอาวุธลงแทนที่จะเผชิญหน้ากับมัน พวกเราก็จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอำนาจมากเพียงพอในการนำมาซึ่งสันติสุข แม้จะเลวร้ายเพียงใดก็ตามที

กระผมขอวิงวอนให้ท่านยินยอมในการจัดหาอาวุธดังเช่นนั้นสำหรับการทดสอบที่อยู่ภายใต้การควบคุมเพียงหนึ่งครั้งนี้ หากท่านมิยินยอมจัดหาวัตถุให้ กระผมขอความอนุเคราะห์ให้ท่านระบุสิ่งสำหรับทดแทน กระผมจะเป็นผู้เตรียมการสนามกลางเพื่อการทดลองและผู้สังเกตการณ์ด้วยตนเอง สถานะปัจจุบันที่กำลังมุ่งขึ้นไปทางทิศเหนือของฟอน เคียร์ชบาคถือเป็นโอกาสอันดีในการทดสอบขีดจำกัดของสิ่งอันเป็นปาฏิหาริย์ครั้งใหม่เหล่านี้

พวกเราคือบุรุษแห่งวิทยาศาสตร์ บุคคลผู้มุ่งมั่นเหนือสิ่งใด ๆ ในการแสวงหาคำถามอันยิ่งใหญ่แห่งโลก และสืบเสาะหาคำตอบให้พวกมัน คำถามในกรณีนี้นั้นง่ายดาย มนุษย์จะปฏิเสธการปะทะหรือไม่ หากเห็นชะตากรรมตนปรากฏชัดต่อหน้า? ค้นหาคำตอบกันเถิด

กระผมเขียนด้วยความจริงจังอย่างถึงที่สุด
มัตยาส เนเมส

นายแพทย์

รายงานจากภาคสนามได้ระบุว่า: การสาธิตถูกดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงเอาไว้ ผลกระทบอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับหน่วยทดลองได้ทำให้ยุติการปะทะกันในพื้นที่โดยทันที กระผมขอกล่าวอย่างปีติยินดียิ่งว่า อาวุธมีความสามารถมากเกินกว่าที่กระผมคาดการณ์เอาไว้เสียอีก - พวกมันมีพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวดังที่มิเคยปรากฏขึ้นบนโลกมาก่อน และทุกบุคคลที่ได้หยิบจับพวกมันขึ้นมาต่างร่ำไห้ให้กับความโหดร้ายที่พวกมันได้ก่อขึ้น เป็นจริงแท้ดังที่ว่ามิมีเครื่องมือสร้างหายนะประการใด ๆ ที่จะทรงแสนยานุภาพกว่าเหล่านี้ไปได้

อย่างไรก็เถิด สิ่งที่ผมมิได้คาดเอาไว้ - และขอให้กระผมได้กล่าวด้วยความเถรตรง - ก็คือปฏิกิริยาของผู้สังเกตการณ์จากภายนอกบางกลุ่ม พลเอกอาวุโสฟอน เคียร์ชบาค ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในการดำเนินการในฐานะผู้ดูแล เขาคนนี้มิได้ถอยหนีไป เขากลับศึกษาสิ่งที่บังเกิดด้วยความใคร่รู้ในทางวิชาชีพ จากนั้นเขาก็เชิดชูในประสิทธิภาพของมัน และเรียกร้องจำนวนหนึ่งสำหรับให้กองกำลังของเขาได้ใช้งาน เขาเสนอคำร้องนี้มิใช่จากเหตุปัจจัยทางศีลธรรมแต่อย่างใด เขาเห็นว่ามันเป็นความได้เปรียบทางยุทธวิธีเพียงเท่านั้น

กระผมมีความเห็นว่าท่านควรจะได้รู้ในปัจจุบันกาลนี้ว่า ในสายตาของบางบุคคลแล้ว เครื่องมือที่ท่านได้เป็นผู้จัดหาอาจมิได้เป็นเครื่องสำหรับยับยั้ง หากแต่เป็นการทวีคูณกำลังรบเพียงเท่านั้น ความกระหายในผลประโยชน์ของแวดวงการเมืองเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนกระผมจะทบทวนผลจากการค้นคว้าของตนเอง และจะยังคงติดต่อกับท่านผ่านทางจดหมายต่อไป

ด้วยความนับถือ
มัตยาส เนเมส

เนเมส

เป็นดังที่กระผมได้คาดการณ์เอาไว้เทียว จิตใจที่เสาะแสวงเพียงอำนาจนั้นย่อมนิยมในทุกวิถีทางในการเสริมอำนาจ หากฟอน เคียร์ชบาคเห็นมันเป็นเพียงประโยชน์ทางยุทธวิธี เช่นนั้นเขาก็เข้าใจผิดในอุปกรณ์นั้น ๆ และถูกยุคสมัยชักนำให้เสื่อมไปเสียแล้ว

กระผมก็เคยมีความปรารถนาดังเช่นท่าน ปรารถนาในอาวุธที่ทำให้สามารถชิงชัยเหนือได้ในทุกสมรภูมิ เป็นยุทโธปกรณ์อันสมบูรณ์แบบที่จะทำให้ทั้งกระสุนปืนและใบดาบล้าสมัยไป ที่ซึ่งกระทำการได้อย่างเด็ดขาดจนมิมีอำนาจใดหาญกล้าในการต่อต้านอำนาจอันน่าสะพรึงของมัน แต่กระนั้นสิ่งนี้ก็ได้ยืนยันสิ่งที่ผมหวั่นเกรงและเคยกล่าวในยามที่สงบกว่าปัจจุบันว่า: อาวุธที่ถูกใช้งานเพียงครั้งเดียวก็สามารถสร้างความหวาดกลัวได้จะถูกมนุษย์เปลี่ยนเป็นเครื่องมือเพื่ออำนาจ เว้นเพียงแต่ว่าเมื่อความทุกข์ระทมจากการใช้งานจะเกิดขึ้นมิใช่เพียงแต่กับบุคคลในสมรภูมิ แต่ยังรวมไปถึงผู้มอบอำนาจให้ใช้งานอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เอง เครื่องมือที่มีความทารุณยิ่งกว่านี้จึงเป็นที่จำเป็น - มิใช่เพียงในด้านกายภาพ แต่รวมถึงข้อผูกมัดทางศีลธรรม: เป็นสิ่งที่มิสามารถถูกมองข้ามไปได้

กระผมจะนำไปพิจารณาว่าสิ่งนั้นอาจหมายถึงสิ่งใดได้ แต่ในปัจจุบันนี้: โปรดเก็บกู้อุปกรณ์เท่าที่ท่านทำได้ ทำลายการดำเนินการการทำซ้ำเชิงปฏิบัติการตามคำร้องขอของฟอน เคียร์ชบาคทั้งหมด หากเขายังคงยืนยันก็ขอให้ท่านปฏิเสธหรือกำจัดเขาไปเสีย กระผมขอให้ท่านได้เป็นผู้จัดการด้วยตนเอง

— เจ.ดี.

ภาคผนวก 186.5

SCP-186-A รายงานการกักกันขั้นเบื้องต้น

รายงานภายใน
ศูนย์-17

หัวหน้างานบริหารไลอันส์

ตามคำร้องขอของท่าน เครื่องดังกล่าวได้ถูกปิดการทำงานและเคลื่อนย้ายเข้าสู่กระบวนการกักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณจะพบเอกสารประกอบการดำเนินการและเอกสารการประเมินเบื้องต้นแนบมาด้วย

หากไม่ใช่เพราะว่าจูริกสันเป็นพวกประเภทสีเทา1 พวกเราคงจะได้สูญเสียทั้งหน่วยไปก่อนที่จะสามารถเข้าใกล้มันพอที่จะปิดการทำงานได้ ผมได้ไปพบเขาหลังจากที่จัดการเรื่องการขนส่งเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาบอกว่าเขายังคงสามารถมองเห็นและพูดได้เช่นเดิม แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่ข้างในนั้นแล้ว เขาเป็นระดับ 15 เสียด้วย ทั้งสถาบันมีพวกนี้ไม่มากไปกว่า 20 คน นับจากวันนี้ก็มีจำนวนลดลงไปแล้วหนึ่ง

พวกเราพบไอ้สารชั่วที่ไปเปิดมันออกตั้งแต่แรกแล้ว ก็เป็นแค่กุ๊ยขี้ยาเก็บของเก่า - ซึ่งได้หลอมรวมเข้ากับพื้นไปแล้ว แถมยังพาคนครึ่งค่อนเมืองไปพร้อมกันด้วย ตอนนี้พวกเรานำคนมาย้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้าไปภายในห้องเย็นแล้ว แต่ถ้าคุณอ่านใจคนอื่นไม่ได้ คุณก็คงไม่ได้อะไรจากพวกเขาหรอก - และถ้าคุณทำได้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณอยากจะทำอย่างนั้นไหม ในตอนที่มันมาถึงพวกเขา พวกเขาก็กรีดร้องออกมาหนึ่งครั้ง มันไม่เหมือนเสียงร้องไหนที่ผมเคยได้ยินมาเลย และจากนั้นก็เงียบสนิทอย่างสมบูรณ์ เพียงแค่จ้องมองเข้าไปในความว่างเปล่า ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

ขอแนะนำอะไรสักอย่าง หากว่าคุณต้องเข้าใกล้พวกมันแล้วล่ะก็ ให้เลี่ยงการจ้องเข้าไปในดวงตามัน คุณจะรู้สึกขอบคุณผมอย่างแน่นอน

ซัลวาดอร์ เอเดรียตติ
MTF L-45 "ผู้คุมงาน"

ภาคผนวก 186.6

การค้นพบ SCP-186-A

SCP-186-A ถูกค้นพบภายในโกดังร้างในเมืองทิสซาวาร์ ประเทศฮังการีในปี ค.ศ. 1988 โดยในช่วงเวลาที่ค้นพบนั้น เมืองทิสซาวาร์มีประชากรอยู่ประมาณ 3500 คน ซึ่งเกือบครึ่งจากทั้งหมดอาศัยภายในรัศมี 5 กม. จากตัวโกดัง สถาบันได้ทราบถึงการที่ SCP-186-A ถูกกระตุ้นการทำงาน หลังจากที่ตรวจพบข้อความโทรศัพท์ที่ไม่มีการระบุชื่อที่ถูกส่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่น2

นอกจากนี้ ยังได้มีการเก็บกู้กล่องเอกสารซึ่งบรรจุเอกสารและบันทึกที่ไม่ได้ถูกรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันมาจากพื้นที่ รวมไปถึงโซ่เส้นหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะถูกพันเอาไว้รอบ SCP-186-A ก่อนที่มันจะถูกตัดออกก่อนที่วัตถุจะถูกกระตุ้นการทำงาน และพบป้ายโลหะซึ่งติดอยู่กับโซ่ที่มีข้อความว่า "แผนกความผิดปกติ สถาบัน SCP"

ภาคผนวก 186.7

สรุปข้อความที่ถูกเก็บกู้มา

ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่ถูกตัดตอนมาจากเอกสารและบันทึกที่ถูกเก็บกู้มาจากสถานที่ที่ค้นพบ SCP-186-A โดยเอกสารจำนวนมากได้รับการระบุว่าถูกเขียนขึ้นโดยดร.ฌอง ดูแรนด์

งานเขียนของฌอง ดูแรนด์ นักกายวิภาคศาสตร์และแพทย์สนามผู้มิเป็นที่โด่งดังเท่าไร ผู้ศึกษาสิ่งที่อาจทำลายและเยียวยาผู้คนได้ ข้าพเจ้าได้เก็บบันทึกนี้ไว้ด้วยเหตุผลประการแรก คือ การเรียบเรียงจากการสังเกตของข้าพเจ้าเอง ประการที่สอง คือ สำหรับผู้ที่จะเดินตามทางของข้าพเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะได้ตัดสินวิธีการและเหตุผลของข้าพเจ้าโดยปราศจากคำบอกเล่าปากต่อปาก ข้าพเจ้ามิได้อวดอ้างความสำคัญ - แต่หากงานนี้มีผลสืบเนื่องใด ๆ ก็สมควรที่จะมีบันทึกอันชัดเจนในมือของข้าพเจ้า

เวลาผ่านมาหลายปี และพวกสนามเพลาะก็ไม่เคยหยุดพูดกับข้าพเจ้าเลยแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาพร้อมมีโคลนอยู่ในปาก และชื่อของเหล่าเด็กชายที่ข้าพเจ้าเคยรักษาต่างเรียงรายเป็นบัญชีแล่นอยู่ข้างหลังดวงตา นับเดือนที่ข้าพเจ้าพยายามแปรบัญชีนั้นให้กลายเป็นสิ่งเปี่ยมประโยชน์: ไม่ใช่ยารักษาใดในครานี้ แต่เป็นเครื่องมือเพื่อการหยุดยั้ง หากสิ่งประดิษฐ์หนึ่งใดสามารถทำให้ฝ่ายหนึ่ง ๆ กลายเป็นผู้ไร้พ่าย จนไม่มีทัพใดเก่งกล้าออกคำสั่งโจมตี หากทั่วผืนโลกรู้ถึงอานุภาพอันร้ายเหลือในกำมือของผู้ครอบครองมัน เราจะไม่สามารถทำให้การสงครามเป็นสิ่งล้าหลังได้ด้วยอำนาจแห่งความชัดแจ้งนี้หรือ?

ข้าพเจ้าเคยเข้าใจดังนั้น ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าเครื่องมือก่อความรุนแรงอันเหนือชั้น - อันเด็ดขาด อันน่าเกรงขาม อันเป็นที่สุด - จะสามารถเยียวยาได้ จงสร้างสิ่งที่นำชัยเหนือได้ในทุกสมรภูมิ ข้าพเจ้ากล่าวกับตนเอง และสิ่งต่าง ๆ จะตามมา: สนธิสัญญาจะผูกมัด ทัพจะเฉาตายจากการไม่ถูกใช้งาน เด็กหนุ่มสาวจะไม่ได้รู้รสน้ำมันและเหล็กในปาก ในสิ่งนี้เองที่ข้าพเจ้าได้พบความเห็นพ้องกันกับบุรุษนามเนเมส

ข้าพเจ้าลงมือร่างอย่างไม่รู้จบ ถกประเด็นในห้องหับที่อบอ้าวด้วยควัน และฟังคำจากผู้คนซึ่งในช่องปากมีเพียงแผนที่และการชิงชัย คำพูดของพวกเขาเหล่านั้นให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าหลงใหล: ทั้งเลขจำนวน การลำเลียง แนวระยะ ข้าพเจ้ากลับไม่เห็นแนวระยะเมื่อหลับตาตนปิด ข้าพเจ้าเห็นเป็นใบหน้ามากหลาก ข้าพเจ้าไม่เคยสารภาพคำให้พวกเขาได้ยินเลย

มีส่วนหนึ่งขาดหายไปจากสมการที่พวกเราเคยศึกษา แม้เนเมสจะไม่ได้มองเห็นมันเป็นสิ่งที่มันเป็น แต่เขาก็ได้เปิดเผยต่อข้าพเจ้าในปี 1917 สิ่งที่ขาดหายไปจากในการสาธิต ตามที่ผมเชื่อมั่นในตอนนี้ ก็คือความเข้าใจ ไม่ใช่เหล่าทหารที่ถูกแผดเผาด้วยเพลิงไฟที่พวกเรามอบให้ แต่คือเหล่าบุรุษในปราสาทเสียดฟ้าที่คอยเคลื่อนกองทัพจากแดนห่างไกล หากพวกเขาไม่สามารถเข้าใจถึงความไม่น่าอภิรมย์ของสงครามได้ เช่นนั้นเราจะมีความหวังที่จะเห็นมันสิ้นสุดลงได้อย่างไร?

บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขอเริ่มจากจุดที่บุคคลผู้รู้กายวิภาคศาสตร์ควรจะเริ่มต้น - นั่นคือการศึกษาขีดจำกัดอำนาจของทั้งทางกายภาพและเจตจำนง

ข้าพเจ้าเดินอยู่ภายในสนามอีกครั้ง แต่ในครานี้ไม่ได้มีสมุดบันทึกหรือแผนผังใดติดตัว มีเพียงความไม่เต็มใจที่จะละสายตาไป หลุมศพซื่อสัตย์ในหน้าที่ในระดับที่รัฐบาลไม่สามารถเทียบได้ หมวกสนิมเกาะที่ถูกฝังลงร่องดินครึ่งใบนั้นบอกปัดถ้อยเสนาะหูนานา ข้าพเจ้าพยายามจะนึกถึงสิ่งยับยั้งที่จะสามารถทำให้มันสิ้นสุดได้อย่างแท้จริง และความรุนแรงที่ต่างไปก็ปรากฏตน: ไม่ใช่ความรุนแรงของการสังหารหมู่ชน แต่คือความรุนแรงในการที่ผู้คนเฉยชาต่อมัน หากปวงประชายอมให้การสังหารหมู่เป็นนามธรรม - เป็นเพียงตัวเลขในบันทึกรายงาน - เช่นนั้นอาวุธประการอันเด็ดขาดเพียงใดก็ไม่อาจยับยั้งมันได้ ความยำเกรงต่อการทำลายล้างจะมีอำนาจเหนือก็ต่อเมื่อมันยังคงเป็นสภาพนามธรรมและอยู่ห่างไกล เมื่อมันเข้าใกล้มา ความโศกศัลย์จะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่รอวันแก้ไข ไม่ใช่ศีลธรรมเพื่อการหยุดยั้งมันได้อีกต่อไป

แต่หากแทนที่จะคิดค้นกรรมวิธีการสังหารบุคคลแบบใหม่ พวกเราสามารถทำให้การสังหารเป็นที่ไม่อาจกลบเกลื่อนจนมองเป็นนามธรรมไม่ได้อีกต่อไปเล่า? ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำหรือภาพถ่าย - เหล่านั้นจะกลายเป็นข้อถกเถียงอยู่เสมอ - แต่โดยยัดเยียดการสัมผัสกับประสบการณ์นั้น ๆ ฝังลึกเข้าในจิตใจอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ข้าพเจ้าถูกหลอกหลอนด้วยภาพของเหล่าผู้นำที่ยังคงมีชีวิตต่อไป โดยที่ผู้คนของเขาหลับใหลอย่าไม่อาจรู้ได้ว่าถูกพรากสิ่งใดไป และเพื่อการป้องกัน พวกเราจะต้องกำจัดจุดที่คั่นกลางไว้: ถ้อยเท็จว่าความเจ็บปวดจากสงครามนั้นเป็นเรื่องของบุคคลอื่น ทำให้มนุษย์ทุกผู้ทุกคนได้เป็นสักขีต่อมัน ทำให้ไม่อาจปฏิเสธไปได้

ความคิดนี้ทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัวเสียยิ่งกว่าผังภาพการทำลายล้างใด ๆ เสียอีก มันทะเยอทะยานอย่างเป็นที่น่ายำเกรง มันไม่ได้กวาดล้างทั้งสนามรบไป แต่มันจะหลอมรวมทั้งสนามรบเข้าสู่จิตสำนึก ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าการกระทำการดังนี้จะถือเป็นการโปรดจากภัย หรือเพียงความรุนแรงในรูปแบบใหม่เท่านั้น ข้าพเจ้าได้เขียนมันลง ณ ขณะนี้เนื่องจากจำต้องประจันกับมัน ไม่ใช่เพื่อคิดค้นกลไกการทำงานของมัน แต่เพื่อยอมรับว่าข้าพเจ้าคิดเห็นเช่นนี้ มีประตูอันมืดมิดมากมายที่บังคับให้เกิดความรู้สึกร่วมดังนี้ได้ และข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงกรอบของบานประตูที่ฝ่ามือเสียแล้ว

ข้าพเจ้านับจำนวนทุกร่างที่แหลกลาญ ทุกหยดโลหิต ทุกดวงตาที่เบิกกว้าง ทุกปากที่แผดเสียง ข้าพเจ้าได้บันทึกความทุกข์ระทมอันหนักหนาของมนุษย์เอาไว้ ข้าพเจ้ารู้ถึงน้ำหนักของโทษที่ข้าพเจ้าได้ก่อขึ้น - ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงทุกตารางนิ้วที่ร้อนผ่าว การจะบังคับทรงจำให้กับทั้งโลกจะต้องทำให้บังเกิดความหวาดสะพรึงใหม่ ๆ ใช่แล้ว: โทสะ ความพิกลพิการ ความกำสรวญที่แผ่คลุมทั่วผืนโลกที่หนาแน่นจนกดทับชีวิตเอาไว้ได้ ข้าพเจ้าชั่งวัดมันกับอีกสิ่ง: ฤดูกาลแห่งการเกณฑ์ทหารอย่างไม่หย่อนพัก มารดาผู้ร่ำไห้ให้กับบุตราของตนผู้ไม่อาจหวนกลับ สตรีและยุวชนถูกป่นปี้เป็นซากเนื้อเปื่อยยุ่ยในหลุมที่ไม่ใช่เพื่อฝังศพ นกกินซากเปลี่ยนผู้คนเป็นรูเจาะที่มีดวงตาว่างเปล่า ความหวาดสะพรึงที่เหนือชั้นกว่าความหวาดสะพรึง ฯลฯ

ข้าพเจ้าได้จินตนาการถึงการที่ทั้งโลกรวมเป็นหนึ่ง คำปฏิญาณ เหล่าผู้พิทักษ์ ข้าพเจ้าได้นึกเป็นภาพมาตรการป้องกัน - ทั้งทางกฎหมาย ทางประชา และกรรมพิธี - เพื่อยับยั้งการผูกขาด ข้าพเจ้าเคยเฝ้าฝันเห็นโลกที่มือทุกคู่ต่างถืออาวุธอันเป็นที่สุด บัดนี้ข้าพเจ้าพลันรู้แล้วว่าพวกเขาจะอ้างเหตุให้อาวุธนั้น ๆ ล้าสมัย - หรือลดทอนคุณค่ามัน - และสรรหาทางใหม่เพื่อทำการสังหาร ในตอนนั้นพวกเขาคงลืมเลือนการมีอยู่ของยุทโธปกรณ์อันสมบูรณ์แบบไปอย่างสิ้นเชิง และแสร้งเอาตาไปไร่ทำไม่เห็นความหวาดสะพรึง ข้าพเจ้าย้อนนึกกลับถึงสมมติฐานอันหม่นหมองอีกครั้ง: การจะยุติสงคราม พวกเราจะต้องทำให้พวกเขาไม่อาจเบือนหน้าหนีได้

ข้าพเจ้านึกไปถึงเหล่าพลทหารในสนามเพลาะผู้ที่กระซาบเป็นเสียงร้องขอโทษสุดท้ายต่อคนแปลกหน้า และสงสัยขึ้นมาว่าความสนิทชิดดังนั้น หากได้แผ่ขยายออกไปแล้ว จะเป็นผลให้ไม่อาจเกิดสงครามขึ้นได้หรือไม่

และบัดนี้เครื่องมือดังกล่าวก็เสร็จสิ้นแล้ว มันไม่ใช่เครื่องจักรตามนิยามโดยเดิม - มันไม่มีลำกล้องและกระสุน - แต่มันก็ยังคงเป็นเครื่องจักรเช่นเดิม มันไม่ทำการสังหาร - การสังหารนั้นธรรมดาเกินไป และจะทำให้มันกลายเป็นเพียงปืนที่มีความซับซ้อนกว่าเดิมเพียงเท่านั้น ไม่เป็นดังนั้น มันบังคับมอบความเข้าใจ เมื่อเปิดใช้งานแล้ว มันจะรวมทุกช่วงเวลาสุดท้ายก่อนสิ้นใจให้สงคราม - ถึงปราณที่วายจาก ทุกผู้หมดหนทางที่ร้องขอความช่วยเหลือ ทุกคำอ้อนวอนที่ถูกบดบังด้วยเสียงบดขยี้ของการทำลายล้างที่หาได้สนใจมัน - และถักทอเป็นธารการเป็นสักขีไร้จบ ปราศจากภาพหรือภาพยนตร์ข่าว - พวกมันถูกตบแต่งขึ้นมาอย่างง่ายดายเกินไป พวกเขาจะเห็นสิ่งอันเป็น_จริง_ ไร้ระยะห่างที่ขั้นขวาง ปรากฏชัดทั่วผืนแผ่นจิตใจ จะสิ้นคำบอกความคืบหน้าอันกลวงเปล่าจากแนวรบอันไกลโพ้น หมดสิ้นซึ่งสีแดงคาดเป็นเส้นในบันทึกของนายพล โลกจะมีสนามเพลาะทั้งสนามในกะโหลกของตน และสนามเพลาะจะไม่มีวันว่างเปล่า

สิ่งที่พวกเขาพบเห็นจะเกินพรรณนาอย่างแท้จริง ต่างไปจากความหวาดสะพรึงในหนังสือ มันไม่อาจพลิกหน้ากระดาษเพื่อหลบหนีสายตาจากความไร้อภิรมย์ได้ กำแพงที่ขวางกั้นในจิตใจทั้งหมดจะดิ่งจม ลมหายใจสุดท้ายของคนแปลกหน้าจะกลายเป็นของตนเอง กลิ่นดินอับเหม็นและเหล็กที่แผดเผาตลบอบอวลทั่วปอดจนไม่อาจหายใจ เสียงหญิงม่ายครวญครางอย่างสิ้นหวังแผดอยู่ในสมองเป็นดังลวดหนาม และมันจะไม่เลือนไป มันจะร่วมทานอาหารเช้า ยามสวดภาวนา ในความงันเงียบก่อนเข้านอน คุณจะไม่สามารถประโลมตนได้ว่าเป็นเพียงคนเดียวที่พบเห็นมัน จะเป็นราวผู้ที่กำลังตายจากตราบนานเท่าที่มันยังคงอยู่ - และมันจะคงอยู่ตลอดกาล

มันคือการบังคับความกรุณาเข้า ข้าพเจ้าจะแสดงให้พวกเขาเห็นทุกหย่อมหญ้าของสงคราม และเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะยุติสงครามทุกหย่อมหญ้า

อันเซล

ผมขออภัยในความสั่นเครือของเนื้อความในจดหมายนี้ เนื่องจากมีเรื่องที่ต้องบอกกล่าวอยู่มาก และก็มีเวลาให้ได้กล่าวอยู่น้อยเสียเหลือเกิน

ผมได้กระทำการในประการที่คุณกังวลว่าจะกระทำลงไปเสียแล้ว

สิ่งนี้ที่ผมได้สรรค์สร้างให้กับโลก - สิ่งอันเป็นการเยียวยาที่ผมจินตนาถึง ผมขอเอ่ยกับคุณอย่างไร้เสี้ยวความกังขาใด ๆ จะหลงเหลือในใจ - เครื่องจักรนี้จะยุติความทุกข์ทนจากสงคราม มันนั้นวิสุทธิ์ มันนั้นสมบูรณ์ มันนั้นคือที่สุด

แต่กระนั้น - นี่คือความละอายใจที่ผมจะเปิดเผย: ผมไม่สามารถกลั้นใจเปิดวงจรสุดท้ายได้ ผมไม่สามารถปล่อยให้ตนไหลไปตามกระแสน้ำที่เตรียมไว้ด้วยตนเองได้ ผมได้มอบเศษส่วนหนึ่งให้กับจิตใจตน จำนวนมากเพียงพอที่จะทำให้รู้ถึงความลึกล้ำของมัน แต่ไม่เพียงพอที่จะจมดิ่งลงไปได้ ทุกคราที่ผมเข้าใกล้ตัวเปิด ผมก็รู้สึกว่าใจกระตุกขึ้นมา ผมบอกกับตนเองว่ามันเป็นเพียงแค่ความระแวงในการผ่านพ้นความไม่แน่นอน เป็นการหยุดชั่วคราวก่อนลงมือ แต่ความเป็นจริงนั้นง่ายดายกว่านั้น ผมเพียงแค่กลัว กลัวสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง กลัวที่จะอยู่ในสงครามที่คิดว่าสามารถยัดเยียดให้ผู้คนได้ กลัวว่ามันอาจจะไม่ยุติลงก็เป็นได้

คุณเคยบอกว่าผมกล้าหาญด้วย อันเซล แต่มันไม่ใช่ ผมไม่ได้กล้าหาญ ผมคือนักกายวิภาคศาสตร์ที่เข้าใจผิดไปเองว่าความรู้คือการเยียวยา ในตอนนี้กำลังสั่นเครือเมื่ออยู่ต่อหน้ายารักษาที่ตนปรุงขึ้นมา ผมไม่อาจเป็นคนตัดสินได้ว่ามันจะถูกใช้งานหรือไม่ ผมไม่อาจหลบซ่อนภายใต้เงาของสิ่งที่ตนรังสรรค์ขึ้นมาได้ ผมไม่มีความตั้งใจที่จะบังคับเปิดดวงตาของโลกและให้มันมองดูได้

ผมขอมอบมันให้กับคุณ เครื่องนี้เป็นของคุณแล้ว กลไกถูกปิดผนึกเอาไว้ แต่ถูกปลุกขึ้นมาได้ง่ายดาย คำแนะนำต่าง ๆ ถูกแนบมากับจดหมายฉบับนี้ คุณ ผู้ที่เคยเห็นทุกสิ่งที่ผมได้เห็น แต่ไม่เคยจำนนต่อความสิ้นหวัง คุณอาจยังคงมีความชัดแจ้งที่ผมเสียไป หากคุณมองว่ามันเป็นภัยใด ๆ ก็ขอให้ทำลายมันไป หากคุณเห็นว่ามันเป็นความหวาดสะพรึงที่จำเป็นแล้ว - ขอพระองค์โปรดอภัยโทษให้พวกเราเถิด - ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมัน ผมขอภาวนาให้คุณไม่ต้องลังเลในการเลือก

กว่าที่คุณจะได้อ่านจดหมายนี้ ผมคงจะจากไปแล้ว ผมเลือกเดินเข้าประตูบานของคนขลาด หรืออาจเป็นของผู้เถรตรง ผมไม่รู้ความแตกต่างของพวกมันอีกต่อไปแล้ว ชีวิตของผมเป็นเหมือนสมุดที่บันทึกบาดแผลซึ่งผมไม่อาจสมานได้ บางทีการจากไปของผมอาจทำให้คุณไม่ได้รับทอดความหลงผิดของผมไปก็ได้ หรือบางทีมันอาจทำเพียงเพิ่มอีกชื่อหนึ่งลงในคลังบันทึกผู้สูญเสียอย่างไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม มันก็คือการควบคุมครั้งสุดท้ายของผมเหมือนกัน

ขอให้คุณงามความดีใด ๆ ก็ตามที่หลงเหลืออยู่ในศตวรรษนี้ หากยังคงมีอยู่บ้าง ก็โปรดช่วยชี้นำคุณให้ได้ดีกว่าที่ได้ชักนำผมไปด้วยเถิด

ด้วยความเคารพอย่างสูง


Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License.