Information

SCP-4158 ณ ตอนที่ค้นพบ
Author: Imet
Rating: 2/2
Created at: Sun Mar 22 2026
วัตถุ #: SCP-4158
ระดับ: Euclid
มาตรการกักกันพิเศษ
SCP-4158 จะต้องได้รับการกักกันภายในห้องขังขนาด 8 x 10 เมตรในพื้นที่เขตการกักกันระดับสูง โดยห้องขังนี้จะมีการติดตั้งรางอาหารความยาว 5 เมตรเอาไว้ที่ผนังฝั่งตะวันออก SCP-4158 จะต้องถูกตัดมวลเนื้อส่วนเกินออก และจะต้องมีการทำความสะอาดห้องขังทุกสัปดาห์ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีการทดสอบ อีกทั้ง SCP-4158 จะต้องได้รับการฉายรังสีเอกซ์ทั้งก่อนและหลังการตัดมวลเนื้อเสมอ โดยมวลเนื้อที่เป็นผลลัพธ์จากการตัดจะต้องถูกนำไปเผาทำลาย SCP-4158 จะต้องได้รับอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อวัวดิบ ฟาง ไม้ และอิฐ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการเฝ้าสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่จะต้องมีการตรวจสอบ SCP-4158 เป็นอย่างน้อยสามครั้งต่อวัน หากไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้ จะต้องได้รับการประเมินระดับวัตถุใหม่อีกครั้งหนึ่ง
รายละเอียด
SCP-4158 คือ สิ่งมีชีวิตคล้ายโคที่ในขณะที่จัดทำเอกสารอยู่นี้มีความสูง 3.4 เมตร และยาว 5 เมตร ผิวหนังบางโปร่งแสงและฉีกขาดได้ง่าย SCP-4158 มีภาวะตาบอดบางส่วน และแม้จะมีต้นสายพันธุ์วงศ์โค แต่ศีรษะของมันกลับมีลักษณะเป็นป่องและไม่คล้ายคลึงกับศีรษะของวัว SCP-4158 มีสติปัญญาและเชื่อง โดยมันไม่แสดงปฏิกิริยาต่อบุคลากรที่เข้ามาเติมอาหารหรือทำความสะอาดห้องขัง และ SCP-4158 ไม่ขับถ่ายอุจจาระ
ขนาดและน้ำหนักของ SCP-4158 มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นมวลเนื้อจึงจะต้องถูกตัดออกทุกสัปดาห์ การทดสอบบ่งชี้ว่าการควบคุมอาหารของ SCP-4158 ไม่มีผลให้การเติบโตลดลง และการทดสอบเพิ่มเติมบ่งชี้ว่ามวลเนื้อที่ถูกนำออกจาก SCP-4158 ไม่มีการเจริญเติบโตในลักษณะเดียวกัน โดยเนื้อของ SCP-4158 เป็นเนื้อวัวคุณภาพชั้นพื้นบ้านตามการกำหนดของ USDA และไม่มีลักษณะผิดปกติใด ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อที่ได้จะต้องถูกนำไปเผาทำลายเพื่อเป็นมาตรการป้องกัน
หาก SCP-4158 ไม่ถูกตัดมวลเนื้อส่วนเกินออก มันจะเริ่มก่อตัวเป็นอวัยวะ เช่น ขา อวัยวะเพศ หรืออวัยวะภายในในบางกรณี โดยดูเหมือนว่าลักษณะทางกายวิภาคและการจัดวางของส่วนที่งอกออกมาภายนอกจะไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ในตอนที่มีขนาดตัวใหญ่ที่สุด SCP-4158 มีความสูงถึง 8.5 เมตร ความยาว 9.8 เมตร และมีขาเจ็ดข้าง กระเพาะอาหารสี่อัน องคชาตสองอัน อัณฑะห้าลูก และลิ้นสามอัน ก่อนที่สถาบันจะยับยั้งไม่ให้มันเจริญเติบโตต่อไป โดยการทดสอบถูกหยุดลงภายหลังจากที่ SCP-4158 เริ่มที่จะปรากฏถึงการสร้างเนื้อเยื่อประสาท
SCP-4158 ถูกพบในเมืองครูวด์สัน รัฐอินดีแอนาในช่วงเช้าวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 2004 โดยมีบุคคลในท้องที่จำนวนมากโทรแจ้งสำนักงานควบคุมสัตว์เกี่ยวกับวัวขนาดใหญ่ซึ่งเป็นโรคเรื้อนที่เดินอยู่บนทางด่วนหมายเลข 17 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานควบคุมสัตว์จำนวน 2 รายได้ถูกส่งเข้าตรวจสอบรายงาน เมื่อพบ SCP-4158 เจ้าหน้าที่ทั้งสองก็ได้ติดต่อไปยังสำนักงานตำรวจท้องที่ในเวลา 9:39 น. สถาบันจึงได้แจ้งให้ศูนย์-64 ส่งตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการกักกันทำการขนย้ายมัน เจ้าหน้าที่จากสำนักงานควบคุมสัตว์ได้รับยาลบความทรงจำประเภท-A คดีได้ถูกปิดลงโดยมีคำแถลงการณ์ว่าวัวตัวดังกล่าวถูกฆ่าในที่เกิดเหตุ
SCP-4158 ถูกนำตัวไปยังศูนย์-64 ในเวลา 12:46 น. โดยที่ SCP-4158 ไม่แสดงท่าทีขัดขืน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกักกันได้สืบสวนจนกระทั่งทราบว่า SCP-4158 มีต้นกำเนิดมาจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีชื่อว่าบุตเชอรส์บล็อก ซึ่งพบพนักงานรายหนึ่ง คือ บาร์นีย์ มอสแมน และผู้จัดการชื่อเจฟ ไฟน์ และได้ถูกควบคุมตัวโดยสถาบัน ต่อมาจึงได้พบพนักงานอีกรายหนึ่งที่มีชื่อว่ารอรี่ กิลด์สันในบ้านพักของตนที่ ███ ████ ██████ ภายหลังจากที่ลาป่วยในวันดังกล่าว
บุคคลทั้งสามได้ถูกนำตัวมายังศูนย์-64 เพื่อทำการสอบสวน
บันทึกการสัมภาษณ์
ผู้ให้สัมภาษณ์: นายบาร์นีย์ มอสแมน
ผู้สัมภาษณ์: ดร.รีฟส์
<เริ่มต้นการบันทึก 17 ธันวาคม ค.ศ. 2004 14:47 น.>
ผู้สัมภาษณ์: นายบาร์นีย์ มอสแมน ถูกต้องไหมครับ?
บาร์นีย์ มอสแมนพยักศีรษะเป็นการยืนยัน
ผู้สัมภาษณ์: เขียนลงรายงานไว้ด้วยว่าคุณมอสแมนพยักหน้ายืนยัน
บาร์นีย์ มอสแมน: ไม่เอาน่า เอาผมมาทำอะไรกันเนี่ย?
ผู้สัมภาษณ์: คุณมอสแมนครับ ผมแน่ใจเลยนะครับว่าเราได้แจ้งให้ทราบแล้วว่า คุณถูกนำตัวมาสอบปากคำเรื่องสัตว์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายโคที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นของนายจ้างของคุณ
บาร์นีย์ มอสแมน: หมายถึงบิ๊กชาร์ลีเรอะ?
ผู้สัมภาษณ์: อันนั้นชื่อของโคตัวนั้นหรือนายจ้างของคุณครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: วัวน่ะ ผมไม่ได้ตั้งให้หรอกนะ มันมีชื่อนั้นอยู่ตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าทำงานเมื่อสองสามปีก่อนแล้ว
ผู้สัมภาษณ์: งั้นแสดงว่าคุณไม่ทราบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมันสินะครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: ไม่ครับ ผมไม่รู้อะไรเลย
ผู้สัมภาษณ์: ไม่เลยสักนิดนะครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: เอ ที่ผมรู้ก็มีแค่ว่าเราให้หญ้าแห้งเป็นอาหาร แต่จริง ๆ มันก็กินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างพวกไม้ไม่ก็อิฐนั่นแหละ บางทีก็กินวัวตัวอื่นด้วย
ผู้สัมภาษณ์: พวกคุณมีสัตว์ตัวนั้นในการครอบครองมานานเท่าไรครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่รู้ ผมทำงานอยู่นั่นมา 4 ปี เจ้านั่นอยู่มาตั้งแต่ตอนผมเริ่มงานแล้ว แต่พวกเขาบอกเอาไว้ว่าห้ามเล่าเรื่องวัวตัวนั้นให้คนอื่นฟังด้วย
ผู้สัมภาษณ์: อืม น่าสนใจ ทำไมพวกคุณถึงได้เลี้ยงมันต่อแล้วไม่ฆ่ามันไปเลยครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ผมแค่ให้อาหารมันเฉย ๆ เขาก็ไม่ยอมบอกผมเหมือนกัน
ผู้สัมภาษณ์: ครับ มีเรื่องอะไรที่พอจะบอกได้อีกไหมครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: หมดแล้วล่ะ ผมแทบไม่ได้เจอมันเลยด้วยซ้ำ แค่เอาฟางไปยัดใส่ในคอกให้เป็นครั้งคราวแค่นั้น มันไม่ได้อยู่ในขอบเขตงานน่ะ ผมแค่คนดูแลสถานที่เฉย ๆ
ผู้สัมภาษณ์: ครับ แล้วคุณอยู่ไหนตอนที่เจ้าตัวนั้นหลบหนีออกมาครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: มันดึกแล้วผมก็เลยอยู่บ้าน
ผู้สัมภาษณ์: แล้วคุณทำอะไรบ้างครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: ก็นั่งเล่นคอมจนสัก 5 ทุ่มได้แล้วค่อยไปนอนแค่นั้น ดูประวัติการค้นหาผมก็ได้นะ สาบานได้เลยว่าผมทำแค่นั้น
ผู้สัมภาษณ์: แล้วเกิดอะไรขึ้นในวันต่อมาที่คุณมาทำงานแล้วพบว่ามันหายไปครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: วันนั้นผมเข้างานสายเพราะนอนดึก แต่คุณไฟน์โมโหมาก แล้วโทษว่าผมหรือรอรี่สักคนนี่แหละที่ขายมันให้กับ "คู่แข่ง" แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในรัศมีพันกว่าไมล์แถวนี้ก็มีเราแค่เจ้าเดียว
ผู้สัมภาษณ์: พอจะทราบไหมครับว่ามันมีโอกาสที่จะหนีไปยังไงได้?
บาร์นีย์ มอสแมน: ไม่รู้สิ คอกนั้นเป็นคอกที่แข็งแรงเท่าที่เคยพบเคยเจอมาเลย จะเปิดได้ก็ต้องมีกุญแจ
ผู้สัมภาษณ์: คิดว่าพอเป็นไปได้ไหมครับที่คุณรอรี่ กิลด์สัน หรือไม่ก็คุณเจฟ ไฟน์จะขายมันไปแล้ว?
บาร์นีย์ มอสแมน: ก็ไม่น่านะ สองคนนั้นน่ะรักมันมาก รอรี่ก็ประคบประหงมมันเหมือนลูกในไส้ ส่วนคุณไฟน์ก็ไม่มีทางทำแบบนั้นได้ลง
ผู้สัมภาษณ์: รบกวนขยายความที่ว่าคุณไฟล์ทำแบบนั้นไม่ลงทีครับ
บาร์นีย์ มอสแมน: จะว่าไงดีล่ะ เขาทำเหมือนมันเป็นที่เคารพบูชาไม่ก็อะไรเทือก ๆ นั้น ก็อย่างที่ผมว่านั่นแหละ พวกนั้นไม่เคยบอกเลยว่าทำไมถึงได้เลี้ยงมันเอาไว้ ผมก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ที่แน่ ๆ คือเขาไม่ทำแน่
ผู้สัมภาษณ์: คิดว่าคุณรอรี่ กิลด์สันจะรู้ไหมครับ?
บาร์นีย์ มอสแมน: อาจจะ ถ้าอยากรู้เรื่องของบิ๊กชาร์ลีก็ไปถามเอาเองซะสิ ผมมีหน้าที่แค่ให้อาหาร แต่รอรี่ทั้งทำความสะอาด ตรวจสุขภาพ แล้วก็อะไรต่อมิอะไร
ผู้สัมภาษณ์: ครับคุณมอสแมน ถ้าคุณทราบข้อมูลแค่เท่านี้อย่างที่ว่า เราก็สัมภาษณ์จบแล้วล่ะครับ
<สิ้นสุดการบันทึก 17 ธันวาคม ค.ศ. 2004 15:22 น.>
ผู้ให้สัมภาษณ์: นางรอรี่ กิลด์สัน
ผู้สัมภาษณ์: ดร.รีฟส์
<เริ่มต้นการบันทึก 17 ธันวาคม ค.ศ. 2004 22:00 น.>
ผู้สัมภาษณ์: คุณรอรี่ กิลด์สัน ถูกต้องไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: ค่ะ
ผู้สัมภาษณ์: ครับ งั้นเริ่มสัมภาษณ์เลยนะครับ
รอรี่ กิลด์สัน: ค่ะ
ผู้สัมภาษณ์: พอจะบอกเรื่องของโคตัวนั้นได้ไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: แล้วอยากรู้เรื่องอะไรคะ?
ผู้สัมภาษณ์: งั้นเริ่มแต่แรกเลยแล้วกัน เจ้านั่นมันคือตัวอะไรครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: อืม ฉันเองก็ไม่ได้รู้ไปซะทั้งหมดหรอกนะคะ แต่ที่พอรู้ คือ เราซื้อวัวท้องแก่มาจากคนคนนึง ประมาณซื้อสองจ่ายหนึ่ง แล้วผ่านไปสักพักตัวแม่ก็ตกลูกออกมา แต่ว่ามันแหวกออกมาจากหน้าอกตัวแม่เลย ตอนออกมามันก็ไม่มีสายสะดือแล้วก็ไม่ขยับเขยื้อน เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะตายไปแล้ว แล้วหน้าตามันก็โคตรน่าเกลียดเลยด้วย ก็เลยได้ลากมันออกมา แต่พอรุ่งเช้ามันก็ตื่นแล้วพยายามจะเข้าไปในโรงนาให้ได้ เราก็คิดกันว่า "เจ้านี่คงซวยแล้ว เดี๋ยวน่าจะมีคนมาซื้อไปศึกษาไม่ก็เอาไปทำโชว์ละครสัตว์แน่" เราก็เลยได้พามันเข้าไป
ผู้สัมภาษณ์: เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกี่ปีก่อนครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: เก้าปีค่ะ เราก็ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจะได้เอามันออกไปไกล ๆ แล้ว แต่—
ผู้สัมภาษณ์: ฮะ โฆษณาขายเจ้าตัวนั้นเหรอครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: ค่ะ
หมายเหตุจากบรรณาธิการ: โฆษณาดังกล่าวได้ถูกลบออกจากเอกสารราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผู้สัมภาษณ์: ครับ เชิญต่อเลยครับ
รอรี่ กิลด์สัน: มีอะไรเหรอคะ?
ผู้สัมภาษณ์: เปล่าครับ ต่อได้เลย
รอรี่ กิลด์สัน: ค่ะ พอเราลงโฆษณาแล้วไม่มีคนสนใจ เราก็คิดว่าถึงเลี้ยงมันเอาไว้ก็คงเสียเปล่า แต่จะเอาไปปล่อยป่าก็ไม่ดีเพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นตัวอะไร ถ้าทำไประบบนิเวศก็คงจะเสียหาย เราก็เลยตัดสินใจกันว่าเราคงต้องฆ่ามันจริง ๆ เราก็เลยจ่อปืนยิงวัวเข้าตรงหน้าผากมัน แต่พอเสียงดัง "ปัง" มันก็ไม่เป็นอะไรเลย
ผู้สัมภาษณ์: ตอนนั้นปืนไม่ได้พังใช่ไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: ค่ะ หลังจากนั้นเราก็ลองยิงอีกรอบ แต่พอยิงครั้งนี้ปืนก็พังไปเลย เราก็เลยลองกรีดคอมันดู แต่มันก็แทบไม่มีเลือดไหลเลย ทีนี้ก็เลยเปลี่ยนมาตัดคอมันทิ้งไปเลย แต่มันก็ไม่เป็นอะไรเหมือนเดิม เราก็เลยได้ชำแหละมันทิ้งตรงนั้นเลย แต่มันก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเหมือนกัน พอชำแหละจนเหลือแค่กระดูกแล้วเราก็อยากให้มันคุ้มกับที่เสียเงินซื้อมาหน่อย เราก็เลยแพ็กเนื้อที่ได้รวมกับของตัวอื่นแล้วได้แต่ภาวนาให้ไม่มีคนสังเกต
ผู้สัมภาษณ์: ทำไมถึงรู้ได้ครับว่าเนื้อนั้นไม่ได้มีพิษ?
รอรี่ กิลด์สัน: เราก็ไม่ได้รู้หรอกค่ะ แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นเราก็เห็นว่าเนื้อที่เคยตัดออกไปมันงอกกลับขึ้นมาใหม่เกือบหมดแล้ว เราก็เลยตัดออกมาเพิ่มแล้วลองเอามากินดู มันก็ไม่ได้ต่างจากเนื้อวัวธรรมดาเลย เป็นปาฏิหาริย์ชัด ๆ เราได้วัวที่กินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้าแล้วเนื้อก็ไม่มีวันหมดมา แต่ก็แน่นอนว่าเราต้องมีวัวตัวอื่นเอาไว้โชว์ คนอื่นจะได้ไม่สงสัยว่าเราเอาเนื้อมาจากไหน แต่วัวพวกนั้นก็ไม่ค่อยชอบเจ้าบิ๊กชาร์ลีมากเท่าไหร่ ถ้าเข้าใกล้ชาร์ลีตอนที่เขากำลังหิว ชาร์ลีจะเขมือบมันเข้าไป แต่เราก็ไม่ค่อยสนหรอก ยังไงมันก็ผลิตเนื้อออกมาได้เท่ากับของวัวที่โดนกินไปอยู่ดี
ผู้สัมภาษณ์: น่าสนใจมากครับ พอจะบอกอะไรเพิ่มเติมได้ไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: เขาเป็นหมัน
ผู้สัมภาษณ์: ครับ มีเรื่องอื่นที่สามารถบอกได้อีกไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: ไม่น่าแล้วล่ะค่ะ คงจะมีให้พูดเท่านี้แล้ว แต่คุณจะเอาเขาไปจากเราไม่ได้นะคะ เขาถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพวกเรา แล้วถ้าไม่มีเขาเราก็คงได้ตกงานกันแน่ ๆ กฎหมายระบุว่าพวกคุณจะเอาทรัพย์สินคนอื่นไปไม่ได้
ผู้สัมภาษณ์: ครับผม
รอรี่ กิลด์สัน: ฉันเพิ่งไปค้นมาน่ะค่ะ
ผู้สัมภาษณ์: แล้วคุณพอจะทราบไหมครับว่ามันหลบหนีออกไปได้ยังไง?
รอรี่ กิลด์สัน: ไม่ทราบเลยค่ะ บาร์นีย์เขาล็อกคอกเอาไว้ตลอด แล้วคอกนั้นเป็นคอกที่แข็งแรงเท่าที่เคยพบเคยเจอมาเลยค่ะ ยังไงเขาก็ไม่มีทางจะพังออกไปได้ คุณไฟน์ก็ไม่น่าจะปล่อยให้มันพังออกไปด้วย
ผู้สัมภาษณ์: เหรอครับ? คุณทราบสาเหตุไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: ฉันเดาว่าน่าจะเป็นเพราะเขาช่วยให้เราหาเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าไม่มีเขาเราก็คงไม่มีงานทำ ความจริงแล้วคงจะลึกล้ำกว่านั้น ฉันคิดว่าเขาคงรักเจ้าบิ๊กชาร์ลีเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงค่ะ
ผู้สัมภาษณ์: งั้นเหรอครับ มีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ?
รอรี่ กิลด์สัน: คงจะหมดแล้วค่ะ คุณจะพาเจ้าบิ๊กชาร์ลีมาให้เราอีกทีตอนไหนคะ?
ผู้สัมภาษณ์: ไม่ได้เจอแล้วล่ะครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ เราคงหมดธุระต่อกันแค่นี้
<สิ้นสุดการบันทึก 17 ธันวาคม ค.ศ. 2004 24:29 น.>
ผู้ให้สัมภาษณ์: เจฟ ไฟน์
ผู้สัมภาษณ์: ดร.รีฟส์
<เริ่มต้นการบันทึก 18 ธันวาคม ค.ศ. 2004 00:15 น.>
ผู้สัมภาษณ์: คุณเจฟ ไฟน์ใช่ไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: ครับ
ผู้สัมภาษณ์: ตำแหน่งเป็นเจ้าของโรงฆ่าสัตว์บุตเชอรส์บล็อกใช่ไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: ครับ
ผู้สัมภาษณ์: พนักงานของคุณอ้างว่าคุณเลี้ยงและให้อาหารโคตัวนั้นใช่ไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: ครับ
ผู้สัมภาษณ์: พอจะเล่าเพิ่มเติมให้หน่อยได้ไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: ผมซื้อวัวท้องแก่มาจากคนคนนึง แล้วทีนี้มันก็ตกลูกออกมา ซึ่งก็คือเจ้าบิ๊กชาร์ลีนี่แหละ
ผู้สัมภาษณ์: ผมรู้เรื่องที่มันเกิดออกมาแล้วก็การที่คุณตัดเล็มเนื้อมันแล้วครับ แต่มีเรื่องอื่นพอจะบอกได้ไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: เราเคยพยายามขายมันแล้วเพราะคิดว่าคงมีคนอยากได้ตัวมันไปศึกษาอยู่บ้าน แต่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะแตะต้องเลย ผมก็เลยบอกให้คนงานฆ่ามันทิ้ง แต่ปืนยิงวัวทะลุกะโหลกมันไม่ได้ เราก็เลยเปลี่ยนมาเป็นเชือดทั้งอย่างนั้นไปเลย หลังจากนั้นสองสามวันเราก็กำลังรอให้เขาตาย แต่ก็มาสังเกตว่าเนื้อที่ตัดไปมันงอกเพิ่มมา เราก็เลยตัดสินใจรับความกรุณานี้
ผู้สัมภาษณ์: ครับ แล้วในคืนวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2004 ตอนที่มันหนีไปคุณกำลังทำอะไรอยู่ครับ?
เจฟ ไฟน์: ผมกำลังสวดภาวนาอยู่น่ะ
ผู้สัมภาษณ์: สวดให้ใคร เมื่อไหร่ แล้วก็ที่ไหนครับ?
เจฟ ไฟน์: จะอยากรู้ไปทำไม?
ผู้สัมภาษณ์: คุณไฟน์ครับ รบกวนตอบคำถามด้วย
เจฟ ไฟน์: สวดให้เจ้าบิ๊กชาร์ลี
ผู้สัมภาษณ์: ฮะ?
เจฟ ไฟน์: ตั้งแต่ที่เราได้เขามา ผมก็สวดทุกคืนเลย
ผู้สัมภาษณ์: ทำไมถึงได้ทำล่ะครับ?
เจฟ ไฟน์: คนอื่นเขาก็เล่าให้ฟังแล้วนี่! เขาไม่รู้สึกเจ็บปวด ฆ่าไม่ตาย เขาช่วยเหลือพวกเรา เขานี่แหละคือพระผู้ช่วยให้เรารอด!
ผู้สัมภาษณ์: ทำไมถึงได้คิดที่จะสวดภาวนาให้มันครับ?
เจฟ ไฟน์: ตอนที่อยู่ใกล้เขาผมก็รู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมา ผมกล้าบอกได้เลยว่าเขาอยากจะเสียสละเพื่อพวกเรา ตั้งแต่ตอนที่เราปล่อยเขาออกไปอย่างโหดร้ายแล้วเขาพยายามจะกลับเข้ามาในโรงนาให้ได้ เป็นตอนนั้นนั่นแหละที่ผมรู้ว่าเขาปรารถนาดีต่อเรา
ผู้สัมภาษณ์: แล้วคุณสวดภาวนายังไงครับ?
เจฟ ไฟน์: อืม ผมก็จะเปิดคอกออก แล้วเปลื้องผ้าตัวเองเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ จากนั้นก็นอนลงแล้วรับพร
ผู้สัมภาษณ์: ยังไงครับ?
เจฟ ไฟน์: ผมดื่มเลือดเขา เขาไม่ต้องใช้เลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังสูบฉีดเลือดออกมาให้เรา
ผู้สัมภาษณ์: แล้วทำไมคุณถึงไม่ได้บอกเรื่องมันกับพวกเพื่อนของคุณครับ?
เจฟ ไฟน์: ผมรู้สึกว่าบิ๊กชาร์ลีคงจะไม่ชอบพวกเขาเท่าไหร่ ผมเทียบท่าทีของเขาตอนที่พวกนั้นอยู่ใกล้ ๆ กับตอนที่ผมอยู่ใกล้ ๆ แล้ว เขายังช่วยเหลือพวกนั้นอยู่ แต่ผมก็เป็นแค่คนเดียวที่เขาอนุญาตให้รับพรเป็นการส่วนตัว
ผู้สัมภาษณ์: แต่รอบนี้มันวิ่งหนีไปจากคุณได้สินะครับ?
เจฟ ไฟน์: ครับ แต่เขาไม่ได้หนีหรอก เขาคงจะมีจุดหมายอะไรสักอย่างอยู่ในใจ
ผู้สัมภาษณ์: ก่อนหน้านี้เคยมีพฤติกรรมทำนองนั้นมาก่อนไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: ไม่เคยเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้ทำแบบนั้น แต่เขาก็คงมีเหตุผลของตัวเอง เรารู้ความคิดของคนที่รู้ดีกว่าเราไม่ได้หรอก
ผู้สัมภาษณ์: การสวดภาวนาที่ว่าเคยได้ผลบ้างไหมครับ?
เจฟ ไฟน์: เจ้าบิ๊กชาร์ลีไม่ตอบรับคำขอสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกนะ เขารู้ดีว่าอะไรที่ดีต่อเราที่สุด
ผู้สัมภาษณ์: แสดงว่าไม่เคยสินะครับ?
เจฟ ไฟน์: กล้าดียังไงถึงได้นึกสงสัยบิ๊กชาร์ลี! ก็บอกแล้วไงว่า เขารู้ดีว่าอะไรที่ดีต่อเราที่สุด! จบกันแค่นี้แหละ! ผมไม่อยากจะมานั่งตอบคำถามแบบนี้แล้ว!
ผู้สัมภาษณ์: เฮ้ย การสัมภาษณ์จะยังไม่จบจนกว่าผมจะบอกให้จบหรอกนะ กลับมานั่งลงซะ
เจฟ ไฟน์: อย่ามาขวาง! พาผมไปหาบิ๊กชาร์ลีซะ! ผมจะได้รู้ว่าเขาปลอดภัยดีไหม!
ผู้สัมภาษณ์: นั่งลงครับคุณไฟน์!
นายเจฟ ไฟน์พยายามที่จะพลิกคว่ำโต๊ะสัมภาษณ์
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมตัวนายเจฟ ไฟน์
ผู้สัมภาษณ์: แม่งเอ๊ย จบบันทึกไว้แค่นี้แหละ
<สิ้นสุดการบันทึก 18 ธันวาคม ค.ศ. 2004 01:34 น.>